“ภูเขา” ส่วนสำคัญของธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คน
วันหยุดที่ชวนทุกคนออกไปสัมผัสธรรมชาติ และขอบคุณพรจากขุนเขา
เมื่อพูดถึงประเทศญี่ปุ่น หลายคนอาจนึกถึงเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสี วัดและศาลเจ้าเก่าแก่ หรืออาหารญี่ปุ่นแสนอร่อย แต่หากเดินทางออกจากตัวเมืองเพียงไม่นาน เราจะพบว่าอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของญี่ปุ่นคือ ภูเขา ป่าไม้ และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์
ญี่ปุ่นจึงมีวันหยุดแห่งชาติที่อุทิศให้กับ “ภูเขา” โดยเฉพาะ นั่นคือ
山の日 – Yama no Hi (Mountain Day)
หรือ “วันแห่งภูเขา” ซึ่งตรงกับวันที่ 11 สิงหาคมของทุกปี
Mountain Day คือวันอะไร?
Mountain Day หรือ 山の日 (Yama no Hi) เป็นหนึ่งในวันหยุดแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดความหมายของวันนี้ไว้ว่า
เป็นวันที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกับภูเขา พร้อมตระหนักและขอบคุณในประโยชน์ที่ได้รับจากขุนเขา
วันแห่งภูเขาถูกกำหนดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายวันหยุดแห่งชาติในปี 2014 และเริ่มเป็นวันหยุดแห่งชาติอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2016 ทำให้ Mountain Day ถือเป็นหนึ่งในวันหยุดแห่งชาติที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ที่สุดของญี่ปุ่น
เหตุผลสำคัญก็เพราะธรรมชาติและภูเขามีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านแหล่งน้ำ ป่าไม้ ระบบนิเวศ อาหาร ความเชื่อ และการพักผ่อน
Mountain Day จึงไม่ใช่เพียง “วันหยุดอีกหนึ่งวัน” แต่ยังเป็นวันที่ชวนให้ทุกคนกลับมามองเห็นคุณค่าของธรรมชาติรอบตัวอีกครั้ง
3 พิกัดสัมผัสภูเขาญี่ปุ่นในบรรยากาศ Mountain Day
1. Mount Fuji – ภูเขาไฟฟูจิ
ถ้าพูดถึง “ภูเขาของญี่ปุ่น” คงไม่มีที่ไหนเป็นสัญลักษณ์ได้ชัดเจนเท่ากับ ภูเขาไฟฟูจิ
ด้วยความสูง 3,776 เมตร ฟูจิคือภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่นักเดินทางทั่วโลกรู้จักมากที่สุด
ในช่วงฤดูเปิดปีนเขา นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาได้หลายเส้นทาง แต่การปีนฟูจิควรเตรียมตัวล่วงหน้า ตรวจสอบกฎ เส้นทาง สภาพอากาศ และข้อมูลการเข้าพื้นที่ล่าสุดก่อนเดินทางเสมอ
แต่ใครไม่ใช่สายปีนเขาก็ไม่ต้องกังวล เพราะเพียงได้ชมความยิ่งใหญ่ของฟูจิจากจุดชมวิวรอบทะเลสาบหรือพื้นที่ใกล้เคียง ก็สัมผัสเสน่ห์ของภูเขาแห่งนี้ได้เช่นกัน
2. Kamikochi – คามิโคจิ
สำหรับคนที่อยากสัมผัสภูเขาแบบไม่ต้องปีนขึ้นยอดสูง คามิโคจิ (Kamikochi) ในจังหวัดนากาโน่ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะมาก
คามิโคจิตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา Northern Japan Alps มีทั้งวิวภูเขาสูง แม่น้ำอะซุสะ และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ จึงสามารถเลือกได้ตั้งแต่การเดินเล่นสบาย ๆ ริมแม่น้ำ ไปจนถึงการเดินป่าระยะไกลสำหรับสาย Trekking
ช่วงฤดูร้อน ภาพของภูเขาสีเขียวตัดกับท้องฟ้าและลำน้ำใส เป็นอีกบรรยากาศที่ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมธรรมชาติและภูเขาจึงมีความสำคัญกับญี่ปุ่นมากขนาดนี้
3. Asahidake – อาซาฮิดาเกะ ฮอกไกโด
ขยับขึ้นเหนือไปถึงฮอกไกโด จะพบกับ Mt. Asahidake ภูเขาที่สูงที่สุดของฮอกไกโด ด้วยความสูงประมาณ 2,291 เมตร
เสน่ห์ของที่นี่คือภูมิประเทศแบบภูเขาสูงและธรรมชาติอันกว้างใหญ่ของอุทยานแห่งชาติ Daisetsuzan นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางขึ้นด้วย Asahidake Ropeway ก่อนออกเดินชมธรรมชาติหรือเดินเขาตามเส้นทางที่เหมาะสม
และเมื่อฤดูร้อนเริ่มผ่านไป อาซาฮิดาเกะยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจากสีเขียวเข้าสู่บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงอีกด้วย
🍃 ไม่ต้องพิชิตยอดเขา ก็เข้าใจความหมายของ Mountain Day ได้
เสน่ห์ของ Mountain Day อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราปีนขึ้นไปได้สูงแค่ไหน
แต่อยู่ที่การได้หยุดจากความเร่งรีบ แล้วกลับมาใช้เวลากับธรรมชาติอีกครั้ง
อาจเป็นเพียงการเดินริมแม่น้ำท่ามกลางเทือกเขา นั่งกระเช้าชมวิว สูดอากาศเย็น ๆ บนที่สูง หรือยืนมองยอดเขาที่ทอดตัวอยู่ไกลสุดสายตา
เพราะสำหรับญี่ปุ่น “ภูเขา” ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาอย่างยาวนาน แนวคิดนี้จึงเป็นหัวใจของ 山の日 – Yama no Hi วันที่ชวนให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกับภูเขาและขอบคุณในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้
หากมีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่น ลองออกจากเมืองใหญ่แล้วเดินทางเข้าสู่ธรรมชาติดูสักครั้ง
บางที…วิวภูเขาตรงหน้า อาจทำให้เราเข้าใจความหมายของ Mountain Day ได้ดีกว่าคำอธิบายใด ๆ 🏔️🌿

